คุยเรื่องเรียนด๊อกเตอร์กับด๊อกเตอร์ ::: คอลัมน์แขกรับเชิญ ::: ดร.มิก

ก่อนอื่นเลยรู้สึกยินดีมากครับที่ได้รับข้อความขอสัมภาษณ์ให้กับ Facebook Page “ก็แค่ปริญญาเอก” ผมเป็นแฟนคลับของเพจมาระยะหนึ่งแล้วนะครับ ทั้งชอบบทความต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่วิชาการ หรือ การให้กำลังใจผู้เรียนปริญญาเอก จนเมื่อล่าสุดได้มีโอกาสร่วมสนุกกับทางเพจและได้รางวัลเป็นสมุดจดบันทึกจาก Oxford University ดีใจมากครับ รู้สึกอบอุ่นมาก ขอขอบคุณทาง Admin มากครับ เขียนมาตั้งยาวแล้วผมเป็นใครเหรอครับ ลืมแนะนำตัวครับwathit1

ผมชื่อ ดร.วาทิต อินทุลักษณ์ (ดร.มิก) เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยดุสิตธานี ประวัติการศึกษา จบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ด้านบริหารธุรกิจสาขาการจัดการ, ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา และปริญญาโทด้านการตลาดที่ Australian National University, Canberra, Australia, ปริญญาเอกด้านการบริหารพัฒนา (PhD. In Development Administration) ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยใช้เวลาในการจบปริญญาเอก 3 ปีครึ่งครับ

…ทำไมถึงตัดสินใจเรียนปริญญาเอก?

มันเป็นเรื่องของความอยากสองด้านครับ คือ ความอยากรู้ และ ความอยากเป็น

1) ความอยากรู้ ก็คือว่า เราคงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าการเรียนปริญญาเอกนั้น เป็นการแสวงหาความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เรามีการเรียนรู้ในการค้นหามันอย่างเป็นระบบ เราเรียน Method of Inquiry ซี่งก็เป็นแนวทางในการตั้งคำถามเพื่อใช้ในการแสวงหาความรู้ เราอยู่กับมันเป็นปี จนก่อเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เราได้เรียนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้ในสาขาที่ศึกษา หรือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ซึ่งก็ทำให้เราเห็นถึงความเป็นมาเป็นไปของศาสตร์ในสาขาที่เราเรียน เข้าใจมันมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับทำให้เรารู้ว่ายิ่งเราเรียนสูงมากเท่าใดเราก็รู้สึกว่าเรารู้น้อยลงเท่านั้นเพราะมันมีอะไรที่เราต้องรู้อีกมาก เหมือนกับที่ Socrates กล่าวว่า “Wisdom only comes when you realize how ignorant you are”

2) ความอยากเป็น ก็คือ มนุษย์มีความอยากเป็นหลายอย่าง เราอยากเป็น นักบินอวกาศ, เราอยากเป็นหมอ, เราอยากเป็นวิศวกร และอื่นๆอีกมากมาย ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่มีฝันแม้มันจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามอายุ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งมันก็เป็นจุดที่ผมเลือกที่อยากจะทำมันจริงๆ คือ การเป็นครู มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญครับ มันเป็นตอนที่ผมเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยบูรพาครับ ซึ่งก็ทำให้ต้องกลับบ้านเย็นมากๆ ระหว่างทางกลับบ้านก็มีประกาศรับสมัครผู้ช่วยจัดรายการวิทยุ Part-time ซึ่งพอพิจารณาดูก็เห็นว่าเป็นช่วงที่เราว่างพอดี และก็ไม่ต้องทำงานเต็มเวลา ซึ่งก็เป็นช่วงทำวิทยานิพนธ์ และงานที่ทำตอนนั้นก็อยู่ตัวแล้ว ก็เลยลองสมัครดูครับปรากฏว่าได้อาจเป็นเพราะรู้จักกับพี่นักจัดรายการครับเลยมีโอกาสได้สัมผัสงานด้านการจัดรายการ มาถึงตรงนี้หลายคนถามว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องเรียนปริญญาเอก ซึ่งตอนนั้นความสำนึกในการอยากเป็นครูไม่มีเลยครับ คือยังไม่รู้ตัวเองครับ จนโอกาสมันผ่านมาครับ เมื่อขณะที่นั่งช่วยพี่นักจัดรายการอยู่ (โดยปกติก็จะเป็นพวกหลังไมค์ รับโทรศัพท์, จัดเพลงตามคำขอ, หาข่าวอะไรประมาณนั้น) ครับ พี่คนจัดรายการเกิดอาการเกเร จริงๆคือเสียงหายครับ เค้าเลยมาขอความช่วยเหลือตอนนั้นเหลือเวลาเกือบ 1.5 ชม. เอาสิ ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยแล้วเราจะจัดอะไร พอดีช่วงที่พี่นักจัดรายการเค้าให้เราทำเป็นช่วงเปิด คือนำเอาเรื่องราวที่ได้อ่านเจอในชีวิตประจำวันมาเล่าสู่กันฟัง พอดีวันนั้นมีรุ่นน้องปริญญาตรี เค้ามาถามเรื่องการเรียนต่อปริญญาโทผมก็เลยมีเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนต่อมาบ้างพอสมควรก็เลยจัดรายการด้วยเรื่องการศึกษาต่อครับ

เรื่องไม่จบแค่นั้นครับ ด้วยโชคครับ เรื่องที่เล่านั้นไปถึงหูอาจารย์แนะแนวโรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง และท่านเกิดสนใจครับเลยทำจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการผ่านทางสถานีว่าให้เราไปพูดสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆในวันปัจฉิมนิเทศ จบการศึกษา เอาหละสิ อย่างนี้เค้าเรียกงานเข้าครับ แต่ก็ตอบตกลงไปครับ กำหนดการเป็นเวลาอีก 1 อาทิตย์ รีบทำการบ้านเลยครับเตรียมตัวเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยครับ สรุปครับเมื่อถึงวันนั้นก็ทำไปได้ด้วยดีครับ เวลาเกือบสามชั่วโมงพูดได้อย่างไหลลื่นมากจนทุกคนปรบมือให้เลยครับ ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเลยครับ เข้าขั้น Paradigm shift เลย เรารู้สึกว่าเราชอบการสอน เราชอบการพูดต่อหน้าคน เราชอบเวลาเราให้ความรู้คน มันเป็นความรู้สึกที่ประทับใจมากเลยครับ จากนั้นก็เริ่มมีความคิดว่าอยากเป็นอาจารย์ ก็นั่นแหละครับจึงเป็นที่มาของการเรียนปริญญาเอกและเป็นอาจารย์ในที่สุด

ระหว่างที่เรียนอยู่พบอุปสรรคอะไรบ้างและผ่านพ้นมาได้อย่างไร?

ผมได้แนวคิดมาจากตอนไปเรียนโทที่ Australia ซึ่งผมมองว่าไม่แตกต่างจากการเรียนปริญญาเอกเลยครับ ขออนุญาตนำแผนภาพ U Curve Model มาอธิบาย

wathit2

(ที่มา: Martin, J. N., & Nakayama T. K. (2009). Intercultural communication in contexts (5th ed.). New York, NY: McGraw-Hill Higher.)

เมื่อเริ่มเรียนแรกๆ ก็เหมือนกับการจากบ้านเพื่อไปเรียนต่อ เราจะยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากเท่าไหร่ยังคงมีความสุขที่สอบติดและผ่านเข้ามาเรียนมีความสุขกับการบอกใครๆว่าสอบติดปริญญาเอก แต่ก็เริ่มมีความรู้สึกเริ่มที่จะเศร้าๆ จากการเริ่มสงสัยในตนเองที่จะผ่านไปได้มั้ย เมื่อเริ่มเรียนก็เหมือนตอนมาถึงใหม่ๆเริ่มสับสน และเหนื่อยกับการได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ปริญญาใบนี้แต่ก็ยังคงมีความสุขอยู่บ้างเพราะยังคงไม่ต้องรีบอะไรมากและได้เจอเพื่อนใหม่พบคนใหม่ๆที่มีความสนใจคล้ายๆกัน

เมื่อผ่านไปซักเดือนสองเดือนเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะการเรียนปริญญาเอก และงานที่ได้รับมอบหมายนั้นเป็นงานเดียวทั้งหมด ไม่ต้องมีปัญหา Free rider ให้หนักใจเลย แต่ก็เหงามากๆ ในช่วงนี้เริ่มมีการรับเอาวัฒนธรรมของนักเรียนปริญญาเอกเข้าไปคือ การมีห้องสมุดเหมือนเป็นบ้านที่สอง แทบจะต้องหอบข้าวหอบน้ำมากินที่นั้นเลย

ต่อมาเมื่อถึงช่วงสอบในครั้งแรกก็เหมือนกับการอยู่ในช่วงจุดต่ำสุดของ U Curve คือเริ่มรู้สึกไม่มีความสุขกับการเรียนและเริ่มตั้งข้อสงสัยของการมาเรียน และเริ่มเห็นเพื่อนหลายคนต้อง Drop ออกไปด้วยเหตุผลต่างๆนานา แต่ก็พยายามที่จะมุ่งมั่นเพื่อที่จะผ่านมันไปให้ได้ ช่วงนี้กำลังใจและความมุ่งมั่นนั้นสำคัญมากคนส่วนใหญ่ที่ไม่สำเร็จมักจะอยู่ในช่วงนี้ ตัวเองก็เกือบจะต้องไปเหมือนกัน แต่เพราะกำลังใจและความมุ่งมั่นจึงพามันมาได้

เมื่อเรียนมาได้ซักพักก็จะรู้สึกเริ่มปรับตัวได้ ซึ่งก็คือระยะที่ Adjusting เป็นระยะที่เริ่มมีความมั่นใจและได้ผ่านการสอบที่ยากลำบากไปแล้วหนึ่งด่าน คือการสอบคุณสมบัติ Qualification Exam (QE) ซึ่งถือเป็นด่านสำคัญ เมื่อผ่านมาได้ก็จะเหมือนกับยกภูเขาหนึ่งในสองลูกออกจากอกทำให้รู้สึกสบายขึ้น

แต่ก็ยังมีด่านหินต่อไปอีกคือการสอบ Proposal และการสอบ Final Defense รวมทั้งการตีพิมพ์ ซึ่งถือเป็นด้านสำคัญในการประสบความสำเร็จ และเมื่อผ่านมันไปได้ก็จะเข้าสู่ขั้นสุดท้ายคือ Completion of Study ก็จะนำมาซึ่งความสุขและความปราบปลื้มยินดีจากตนเองและคนรอบข้าง

กล่าวโดยสรุปว่า การผ่านช่วงเวลาเหล่านี้มาได้ ต้องอาศัยหลายปัจจัยด้วยกันไม่ว่าจะเป็น ความมุ่งมั่น, ความเข้าใจ, กำลังใจ และความขยันอดทน เป็นต้น มันเหมือนกับการปีนเขาถ้ามันเป็นเขาเตี้ยๆ ก็ใช้แรงพยายามไม่มาก กลับกันถ้าเป็นเขาที่สูงใหญ่อย่างภูเขาแห่งการเรียนรู้มันก็ยากหน่อย แต่มันก็คุ้มค่าเพราะทุกย่างก้าวที่ปีนขึ้นไปได้นั้น คุณต้องทำมันด้วยตัวเองและทุกก้าวที่สูงขึ้นคุณจะได้มองเห็นอะไรมากขึ้น มันเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากเลยครับ

สิ่งที่ประทับใจเกี่ยวกับสถาบันที่ศึกษา คือ นิด้า หรือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นสถาบันที่ให้ความสำคัญในทุกด้านไม่ว่าจะในด้านการวิจัยและพัฒนา ส่วนที่ประทับใจที่สุดคงเป็นห้องสมุดครับ นิด้ามีห้องสมุดที่สวยงามและมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากซึ่งถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นของนักศึกษาปริญญาเอกที่ต้องศึกษาเอกสารตำราและต้องใช้เวลาอยู่กับมันอย่างมีสมาธิ ความเป็นส่วนตัวจึงมีความสำคัญอย่างมาก ที่นี่นักศึกษาปริญญาโทกับปริญญาเอกมีห้องแยกจากกันเป็นสัดส่วนจึงทำให้ไม่มีเสียงรบกวน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดมีความเป็นกันเองกับนักศึกษามาก จึงทำให้ทุกครั้งที่ไปปรึกษางานก็จะได้รับความรู้และความสะดวกสบายเสมอๆ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำงานในห้องสมุดที่มีทีมงานที่เป็นมืออาชีพจะช่วยให้งานออกมามีคุณภาพมาก อีกเรื่องที่ประทับใจคือคณาจารย์ที่นิด้ามีความรู้ความสามารถ ทำให้เราในฐานะผู้เรียนได้ประโยชน์เต็มที่และได้ความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและประสบการณ์

สี่งที่ได้จากการเรียนปริญญาเอก?

การเรียนปริญญาเอก ถ้ามองให้ดีก็เป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือมันทำให้เราได้เห็นอะไรมากขึ้นเข้าใจถึงช่องว่างทางวิชาการต่างๆที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเวลาอ่านหนังสือบริหารธุรกิจจะมีการกล่าวถึงทฤษฎี แนวคิดต่างๆมากมาย แต่ในสมัยเรียนปริญญาโทก็ไม่เคยมีการกล่าวถึงที่มาที่ไปที่ชัดเจนลงไป ซึ่งในระดับปริญญาเอกเราเรียนรู้ที่จะเข้าใจมันในเชิงลึกก็ทำให้เรารู้ถึงฐานคติ, สมมติฐาน (Assumptions) ของสิ่งเหล่านั้นจึงทำให้เราเข้าใจมันมากขึ้น

ส่วนข้อเสียคือการเรียนปริญญาเอกทำให้คุณเสียเวลาและพลังงานไปกับการอ่านการทำความเข้าใจบทเรียนหรือแม้กระทั่งการศึกษาทฤษฎีที่บางครั้งอาจมีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่บางครั้งก็ยังคงเป็นแค่ทฤษฎีในเชิงอุดมคติ ที่ยากจะนำไปใช้ได้จริง จนบางครั้งการรู้ลึกถึงรากฐานของความรู้นั้นทำให้เราอาจดูเหมือนพูดไม่รู้เรื่อง แต่เพราะเรากำลังอธิบายสิ่งที่เป็นวิวัฒนาการของความรู้ที่อาศัยเวลาหลายปีในการสร้างสรรค์ในเวลาอันจำกัด

การเรียนปริญญาเอกอาจถูกนำมาใช้ได้ทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยความรู้ทางตรง ก็ได้แก่ความรู้ในสาขาวิชานั้นที่เรียนมา อย่างผม คือเป็นอาจารย์ ก็จะนำความรู้ที่ได้เรียนมาสอนในวิชาที่รับผิดชอบ โดยความรู้ทางอ้อม ก็ได้แก่ เทคนิคการสอนที่ได้จากอาจารย์, ความรู้ความเข้าใจในการทำวิจัยและการตีพิมพ์ หรือแม้กระทั่งความรู้ทางด้านภาษาและการคิดที่เป็นระบบ สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการงานและด้านชีวิตส่วนตัว

ก็หวังว่าสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ ที่กำลังเดินอยู่ในเขาวงกตแห่งการเรียนปริญญาเอก สู้ๆครับ ขอบคุณครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s